วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2551

ต้อนรับและขับไล่โลกาภิวัตน์

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ

โดย ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



คำว่า โลกาภิวัตน์ ปัจจุบันใช้กันแพร่หลายจนดูเหมือนรู้ๆ กันหมดแล้ว ไม่มีอะไรใหม่ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงหรือตีความอะไร

แต่ผู้เขียนกลับมีความเห็นว่ามีเรื่องราวที่ควรจะต้อง "วิพากษ์" หรือ "ตีความ" ไม่ใช่เพียงแต่หมายความของปรากฏการณ์ แต่ควรจะก้าวล่วงไปถึงการประเมินคุณค่าว่า โลกาภิวัตน์นั้นมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและคนไทยกลุ่มต่างๆ อย่างไร?

ใครได้ใครเสีย? และจะยิ่งเป็นการดีหากช่วยกันค้นหา "หนทางเดินที่เหมาะสม" สำหรับเศรษฐกิจสังคมไทยเพื่อความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และบทบาทของภาครัฐที่จะต้องช่วยเหลือ/ชดเชยคนที่สูญเสีย/เสียเปรียบจากโลกาภิวัตน์

ข้อสังเกตในเบื้องต้นคือ ฝ่ายที่ยินดีต้อนรับโลกาภิวัตน์ก็มีจำนวนมาก และมีอิทธิพลสูงในระดับนโยบาย และมีส่วนผู้กำหนดชะตากรรมของชาติ

แต่ขณะเดียวกันก็มีฝ่ายไม่ต้อนรับ หรือพูดตรงๆ ว่าต้องการ "ขับไล่โลกาภิวัตน์" ก็มี จนเกิดปรากฏการณ์ขัดแย้งในหลายๆ ประเทศ ถึงขนาดประท้วงใหญ่ในเวทีการประชุมนานาชาติ (รุนแรงถึงขั้นปะทะตีกันหัวร้างข้างแตก)

มีผู้เสนอคำอธิบายความหมายและต้นตอของโลกาภิวัตน์เอาไว้หลายประการ ซึ่งล้วนมีความสัมพันธ์กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

กล่าวคือ การเชื่อมโยงของประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารรวมถึงการค้าขายการลงทุนและเสรีทางการเงินและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม คนทั่วโลกสามารถสื่อสารกันผ่านดาวเทียมผ่านอินเตอร์เน็ต ชมกีฬา (โอลิมปิค) และการแสดงสดๆ พร้อมกัน "ระยะทาง" มิได้เป็นอุปสรรคที่จะซื้อขาย (สินค้า) แลกเปลี่ยนและเรียนรู้วัฒนธรรมดังเช่นในอดีต

นักวิชาการบางท่านถึงใช้คำว่า "มรณกรรมของระยะทาง" (death of distance) หมายถึง ระยะทางไม่เป็นอุปสรรคที่จะติดต่อซื้อขายกัน ในอดีต ตลาดที่เคยเป็นแหล่งชุมชนซื้อขายในหมู่บ้านละแวกเดียวกัน หรือตำบลใกล้เคียง (เดี๋ยวนี้ก็ยังคงอยู่) แต่ปัจจุบันการซื้อขายแลกเปลี่ยน การลงทุน การเรียนรู้ ข้ามประเทศและข้ามทวีปทำได้สะดวกและรวดเร็ว เช่นเดียวกับการเคลื่อนย้ายการผลิตและเงินทุน

โลกาภิวัตน์ยังหมายถึงระบบการผลิตแบบใหม่ที่มีการผลิตซ้ำ (reproduction) ซึ่งหมายถึงต้นทุนลดน้อยลงยิ่งขนาดการผลิตใหญ่ขึ้น นึกถึงการปั๊มแผ่นซีดี โดยนัยนี้ "เจ้าพ่อ" ทางด้านเทคโนโลยี ด้านการพาณิชย์ และลงทุน หรือแม้แต่ด้านวัฒนธรรม สามารถจะขายสินค้า ขายยี่ห้อ ขาย "แบรนด์เนม" ไปได้ทั่วโลก ก็กำไรมหาศาล ถ้าสามารถยึดกุม "ตลาดทั่วโลก" ได้

ในแง่หนึ่งเป็นความสำเร็จและความก้าวหน้าในโลก แต่ความสำเร็จนี้ได้กลายเป็น "ปัญหาสังคม" สำหรับผู้คนจำนวนมากทั่วโลก คือความตีบตันของคนทุนน้อย แรงงานด้อยฝีมือ เกษตรกร ฯลฯ เนื่องจาก "พื้นที่ทำมาหากิน" ของคนเล็กคนน้อยหายไป ร้านค้าโชห่วยถูกเบียดด้วยห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ทุนน้อยถูกทุนขนาดใหญ่แย่งพื้นที่หากิน เทคโนโลยีใหม่และผลิตภัณฑ์ใหม่เบียดเทคโนโลยีเก่าแทบจะตกเวทีไม่มีพื้นที่ทำมาหากิน โลกาภิวัตน์จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในโลกปัจจุบัน



บนความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น...เจ้าของทุนขนาดใหญ่ร่ำรวยขึ้น ธุรกิจหรือแรงงานที่มีฝีมือเกาะติดกับการผลิตไฮเทคได้ มีกำไรหรือเงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่ว่าอีกฟากหนึ่ง ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้เพิ่มขึ้นด้วย บางสาขาการผลิตถูกเบียดจนต้องท้ายที่สุดสูญพันธุ์ แรงงานระดับล่างตกงานหรือต้องยอมจำนนรับสภาพเงินเดือนน้อย ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพสิ่งแวดล้อมถูกถลุงไปเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานและการผลิตในอัตราที่เกินกว่า "ความยั่งยืน" หลายเท่าตัว

การเอาเปรียบกันไม่ได้เกิดเฉพาะในแง่การผลิตหรือเศรษฐกิจเท่านั้น ยังลุกลามไปถึงการกำหนดกติกาและการเมืองที่ไม่เป็นธรรมระหว่างประเทศ เพราะว่าประเทศมหาอำนาจหรือผู้นำเทคโนโลยีมีอิทธิพลในการกำหนด "กติกา" ในเวทีเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ไม่บังคับก็เหมือนบังคับให้ประเทศด้อยพัฒนา "เปิดตลาด" ยอมรับการค้า ยอมรับการลงทุน ยอมรับสิทธิทางปัญญา ฯลฯ

ผลงานเขียนที่น่าอ่านชิ้นหนึ่งชื่อว่า Paradoxes of Globalization เป็นบทความในหนังสือ New Thinking in Macroeconomics ตีพิมพ์โดยสำนัก Edward Elgar ในปี 2003 เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์อาวุโส Paul Streeten กล่าวสรุป (พร้อมด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์) และข้อสังเกตที่แหลมคม

หนึ่ง จากตัวเลขสถิติพบว่า ระบบการผลิตของโลกเพิ่มขึ้น ปริมาณการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ที่สำคัญพบว่าการไหลเข้า-ออกของเงินระหว่างประเทศมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากที่สุด

สอง ผลประโยชน์และต้นทุนของโลกาภิวัตน์ไม่เท่าเทียมกัน

สาม ความเหลื่อมล้ำของรายได้ ความมั่งคั่งระหว่างประเทศและภายในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

สี่ การเชื่อมโยงหรือบูรณาการระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่ว่าในทางตรงกันข้ามภายในชาติเดียวกันกลับมีการแตกสลาย (international integration and national disintegration)

พอล สตรีตเทน ประเมินว่าโลกาภิวัตน์เป็นผลดีกับใคร? และเป็นผลเสียกับใคร? โดยแสดงเป็นตารางเปรียบเทียบที่เขาเรียกว่า "บัญชีสมดุลของโลกาภิวัตน์" (Balance sheet of globalization) ขอนำมาแสดงประกอบโดยไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ

ผลดี (Good for) ผลเสีย (Bad for)

ญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกาเหนือ เอเชียตะวันออก ประเทศกำลังพัฒนา และแถบแอฟริกา

การผลิต การจ้างงาน

คนที่มีทรัพย์สิน คนที่ไม่มีทรัพย์สิน

กำไร ค่าจ้าง

คนที่มีการศึกษาสูง คนที่ด้อยการศึกษา

เจ้าหนี้ ลูกหนี้

คนแข็งแรง คนอ่อนแอ

สินค้าที่ผลิตได้ยาก (sophisticated products) ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแบบพื้นๆ (standard manufacture products)

วัฒนธรรมโลก (global culture) วัฒนธรรมท้องถิ่น (local culture)

ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่สนใจการทำงานของภาครัฐ เกิดคำถามในใจว่า รัฐไทยควรจะวางตัวหรือกำหนดท่าทีอย่างไรในเวทีการค้า-การลงทุน? นโยบายการเงินการคลังควรจะปรับตัวอย่างไรในกระแสโลกาภิวัตน์? คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในความคำนึงของผู้เขียนครั้งแล้วครั้งเล่า

ในแง่หนึ่ง ผู้เขียนมีความเห็นว่าเราต้องค้นคว้าหาความจริง (ด้วยหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์และการวิจัย) เพื่อรู้ว่าใครได้ ใครเสีย สาขาการผลิตที่ได้ประโยชน์ สาขาการผลิตที่เสียประโยชน์ รวมทั้งพื้นที่ทำมาหากินของประชาชนกลุ่มต่างๆ เกษตรกร แรงงานรับจ้างในภาคเกษตร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ แรงงานในโรงงาน ผู้จัดการโรงงาน ทุนไทยที่ร่วมมือหรือลงทุนกับทุนขนาดใหญ่ ฯลฯ โดยใช้ข้อมูลสถิติ คำนวณความเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวของคนกลุ่มต่างๆ สาขาการผลิตต่างๆ ถ้าหากพบข้อมูลไม่พอเพียงก็สมควรจะสำรวจข้อมูลเพิ่มเติม สร้างเวทีสาธารณะที่พูดคุยกันทั้งฝ่ายวิชาการและฝ่ายปฏิบัติ

การค้นคว้าระดับที่สองนั้นเป็นการวิเคราะห์ระดับนโยบายสาธารณะ หมายถึง วิจัยด้านการคลังอันเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษี การใช้จ่ายของภาครัฐ การกำหนดกติกาการค้า การลงทุน การใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม...ซึ่งว่าภาครัฐมีอำนาจที่กำหนดการแบ่งสันปันส่วนกัน (อย่างเป็นธรรม) ควบคุมการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสมกับสภาพสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจเติบโตอย่างมั่นคง

ปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่ง เคยเสนอความคิดเห็นว่า ควรจะมีภาษีแบบใหม่ซึ่งจัดเก็บจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ เรียกว่า ภาษีโทบิน (Tobin tax เป็นการให้เกียรติปรมาจารย์นักเศรษฐศาสตร์ James Tobin ประจำที่มหาวิทยาลัยเยลและได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อราวสามสิบปีมาแล้ว)

เหตุผลคือ การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ถึงแม้ว่ามีผลดีโดยรวม แต่ว่าทำให้เกิด "ผลกระทบภายนอก" คือ ความผันผวนและการขาดเสถียรภาพทางการเงินในประเทศต่างๆ ทั่วโลก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเล็กเช่นประเทศไทย) ท่านแนะว่าเก็บภาษีในอัตราประมาณครึ่งหนึ่งของเปอร์เซ็นต์ (0.5%) เป็นกองทุนเพื่อนำมาใช้ชดเชยความเสียหายหรือการพัฒนา...แต่ข้อเสนอนี้นักธุรกิจคัดค้าน (ซึ่งก็มีเหตุผลเข้าใจได้) ความคิดของท่านไม่ได้รับการสนองตอบในเวทีนักธุรกิจและนักการค้าที่ทรงอิทธิพลของโลก

ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะรื้อฟื้น ทบทวน หรืออภิปรายกันในวงกว้าง ว่าเหมาะสมสำหรับสังคมไทยหรือไม่ ทำนองเดียวกันกับ Tobin Tax ผู้เขียนเสนอความเห็นว่า ควรจะออกแบบระบบการคลังแนวใหม่ โดยจัดเก็บภาษี (อีกนัยหนึ่งกันเอากำไรจากสาขาธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากเวทีการค้า จากข้อตกลงเอฟทีเอหรือทวิภาคี) ในการนี้ต้องมีคนช่วยกันวิจัย คำนวณ หรือประเมินว่าสาขาใดได้รับผลประโยชน์ เช่น ผลิตเพิ่มขึ้น ส่งออกได้เพิ่มขึ้น ทำนองเดียวกัน การสืบค้นว่าสาขาการผลิตใดได้รับผลกระทบทางลบจากข้อตกลงใด โจทย์เช่นนี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของนักวิชาการและนักวิจัยไทยอย่างแน่นอน

การออกแบบให้มีกองทุนเพื่อชดเชยสำหรับกลุ่มคน/สาขาที่สูญเสียจากโลกาภิวัตน์ ควรจะถือเป็นหัวข้อนโยบายสาธารณะที่สำคัญ หลักการคือภาครัฐสามารถจะเปลี่ยนสถานการณ์เดิมแบบมีคนได้-มีคนเสีย (win-lose) ให้กลายเป็น "ได้-ได้" (win-win) เช่น เก็บภาษีจากสาขาการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรมส่งออก เก็บภาษีทรัพย์สินจากเจ้าของทุนใหญ่ ฯลฯ แล้วนำเงินทุนที่ได้นั้นเป็นกองทุนที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน เพื่อชดเชยหรือกันไว้เป็นเหตุฉุกเฉินสำหรับความเดือดร้อนของบางสาขา ที่เรียกในภาษาการคลังว่า earmarked fund ให้มีระบบบริหารจัดการกองทุนโดยตัวแทนของ 3-4 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายธุรกิจที่เสียภาษีหรือส่งเงินบำรุงนั้นๆ ฝ่ายแรงงานและฝ่ายสาขาการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากข้อตกลงทางการค้า และฝ่ายรัฐ กองทุนที่จะสร้างขึ้นใหม่นั้นอาจจะมีหลายๆ กองทุน กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ (แต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ จัดระบบข้อมูลสนเทศแบบรวมศูนย์ แต่ว่าการบริหารกองทุนแบบกระจายอำนาจ centralized information / decentralized actions)

โลกาภิวัตน์เป็นการเปลี่ยนแปลงของโลกที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่นั้นไม่ควรจะหมายความว่าสังคมไทยต้องยอมจำนนโดยปราศจากเงื่อนไข การทำข้อตกลงเช่นเอฟทีเอหรือข้อตกลงทวิภาคีก็ดี รัฐไทยและสังคมไทยมีสิทธิที่จะลงนามหรือไม่ลงนาม

ข้อสำคัญคือ ต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่ ด้วยการวิจัย การวิจารณ์ การประเมินมูลค่าและคุณค่าของโลกาภิวัตน์ต่อเศรษฐกิจไทยให้ถ่องแท้ จนทราบถึง trade-offs ระหว่างสาขาต่างๆ ว่า ใครได้? ใครเสีย? แสดงเป็นตัวเลขเชิงปริมาณได้ หรือคำนวณสถานการณ์สมมุติได้ ไม่ใช่เพียงแค่ "บรรยายความตามไท้..."

จึงขอคิดดังๆ ว่า ถ้ามีกองทุนเกิดใหม่สำหรับทำหน้าที่ชดเชย ระหว่างสาขาที่ได้กับสาขาที่เสียประโยชน์ ก็จะเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คนไทยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เป็นธรรมพอสมควร เฉลี่ยสุขเฉลี่ยทุกข์กันได้ ในโลกแบบใหม่ภายใต้ "โลกาภิวัตน์"