โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
ประชาธิปไตยคือรูปแบบการปกครองแบบที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ อำนาจสูงสุดนี้เรียกว่า "อำนาจอธิปไตย" ดังนั้น การเอาคำใดมาอยู่หน้าคำว่าอธิปไตยก็หมายความว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
อาทิ ราชาธิปไตย ก็คือพระราชาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด คณาธิปไตยคืออำนาจอธิปไตยเป็นของกลุ่มคน 4-5-6-10 คนเป็นต้น
อีทีนี้ประชาธิปไตยคือ การที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้นแต่ในความเป็นจริงประชาชนต้องทำมาหากินตัวเป็นเกลียวอยู่ทั้งวัน จึงไม่ค่อยมีเวลามาทำหน้าที่บริหารปกครองบ้านเมืองหรือหากมีเวลากันจริงๆ ก็ไม่มีที่ทางให้เขามานั่งทำงานกันทุกคนหรอก เหมือนตัวอย่างการทำอาหารหากมีคนอยู่ในครัวมากเกินไปคงปรุงอาหารไม่ได้แน่ ดังนั้น ในปัจจุบันระดับประเทศทุกประเทศจึงมีประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) ทั้งสิ้น
โดยทั่วไปรูปแบบของตัวแทนหรือผู้แทนราษฎรนั้นมี 4 รูปแบบแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศจะเอาที่ใดเป็นบรรทัดฐานย่อมไม่ได้
กล่าวคือ
1.ผู้แทนแบบผู้สำเร็จราชการ (Trustee) คือผู้แทนแบบได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างเต็มที่ถึงขนาดเมื่อประชาชนเลือกตั้งไปทำหน้าที่แล้วก็สามารถทำการทุกอย่างได้ด้วยวิจารณญาณของตัวผู้แทนเองแบบว่าผู้แทนประเภทนี้สามารถคิดเอง ทำเอง เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างเต็มที่
ตัวอย่างในประวัติศาสตร์อเมริกันก็คือ การที่ประชาชนชาวอเมริกันเลือกผู้แทนของตนมาปรับปรุงรัฐธรรมนูญของสมาพันธ์รัฐอเมริกา แต่บรรดาผู้แทนเหล่านี้กลับรวมหัวกันร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ โดยเปลี่ยนรูปของรัฐจากสมาพันธรัฐมาเป็นสหรัฐเลยทีเดียว และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาที่ใช้กันมากว่า 200 ปี แล้ว จัดเป็นรัฐธรรมนูญที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน
สำหรับประเทศไทยของเราในปัจจุบันนี้ มีผู้แทนราษฎรแบบผู้สำเร็จราชการเป็นส่วนใหญ่
กล่าวคือเมื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามาในรัฐสภาด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งการซื้อเสียงแล้วก็สามารถตัดสินใจดำเนินการต่างๆ ได้ตามอำเภอใจของตัวเอง เนื่องจากได้ซื้อเสียงมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนโดยชอบธรรมแล้ว
และคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ถือคติ "เงินไม่มา กาไม่เป็น" ก็เห็นว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่ชอบธรรมแล้ว
2.ผู้แทนแบบบุรุษไปรษณีย์ (Delegate) ผู้แทนแบบนี้คือ ลักษณะของผู้แทนในสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันคือผู้แทนจะคอยฟังคำสั่งของผู้เลือกตั้งอยู่ตลอดเวลา มีการเงี่ยหูฟังโพลอยู่เสมอเพื่อที่จะได้ทราบว่าประชาชนต้องการอะไรเพื่อที่จะได้เอาไปปฏิบัติต่อไป
ในอดีตสมัยการปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส นักการเมืองฝรั่งมักจะวิ่งขึ้นอาคารที่สูงๆ เพื่อดูว่าฝูงชนที่เดินขบวนมุ่งหน้าไปทางไหน เพื่อที่ตนจะได้รีบวิ่งไปเดินนำหน้าขบวนเท่านั้นเอง
สำหรับประเทศไทยของเรานี้ผู้แทนแบบนี้ก็พอหาได้ แต่ส่วนใหญ่มักไม่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาหรอก
พวกผู้แทนประเภทนี้ของไทยส่วนใหญ่จะได้สมัครเข้ารับเลือกตั้งเสียมากกว่า (แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง)
3.ผู้แทนแบบสัญญาประชาคม (Mandate) คือผู้แทนแบบผู้สำเร็จราชการกับผู้แทนแบบบุรุษไปรษณีย์ บวกกันแล้วหารด้วยสองนั่นแหละ กล่าวคือผู้แทนแบบสายกลางนี้คือผู้ที่ขายไอเดีย เช่น จะสร้างรถไฟใต้ดินให้เชื่อมต่อกันทั่วกรุงเทพฯและอาสาที่จะทำให้สำเร็จตามที่ตนเองเสนอต่อประชาชนด้วยความสามารถของตนหากประชาชนเลือกตนเองเข้าไปในรัฐสภา
สำหรับประเทศไทยเรานั้นประชาชนส่วนใหญ่ชอบที่จะมีผู้แทนแบบสัญญาประชาคมนี้
ตอนแรกๆ ของรัฐบาลทักษิณก็ดูคล้ายๆ ว่าเราจะได้รัฐบาลที่เป็นผู้แทนแบบสัญญาประชาคมนี่แล้วเชียวนา แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ใช่กลับกลายเป็นแบบผู้สำเร็จราชการไปเสียฉิบ
แต่เนื่องจากคนไทยเรามีธรรมชาติลืมง่ายและมักปลอบใจตัวเองเมื่อผู้แทนเบี้ยวสัญญาว่าประชาชน ก็ได้รับเงินแลกเปลี่ยนมาแล้ว ดังนั้น ผู้แทนราษฎรก็สามารถทำตามใจตัวเองได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ระหว่างการหาเสียง เนื่องจากถือว่าเสียเงินซื้อเสียงเข้ามาแล้วนี่
และประชาชนชาวไทยก็ทำใจได้ทำนองว่า "ผู้แทนก็ต้องเป็นแบบนี้" นั่นเอง
4.ผู้แทนแบบตัวแทนกลุ่มเฉพาะเจาะจง (Resemblance) คือผู้แทนของกลุ่มผู้หญิงผู้แทนของกลุ่มศาสนา ผู้แทนของกลุ่มอาชีพหนึ่งๆ เช่นผู้แทนของชาวไร่อ้อย หรือผู้แทนของเพศที่สาม เป็นต้น
โดยสากลแล้วผู้แทนแบบนี้มักมีศัตรูที่เข้มแข็งและร้ายกาจที่สุดจากพวกเดียวกัน เช่นผู้แทนของกลุ่มผู้หญิงก็มักจะมีพวกผู้หญิงด้วยกันนี่แหละที่ต่อต้านนโยบายพวกผู้หญิงด้วยกันเอง แบบหัวเด็ดตีนขาดเลย
ยกตัวอย่างกรณีการที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา เพื่อให้สิทธิสตรีเท่าเทียมกับผู้ชายทุกประการ เริ่มเมื่อ พ.ศ.2515 (ในประเทศประชาธิปไตยทางตะวันตกรวมทั้งกรีซโบราณหรือสวิตเซอร์แลนด์ หรือฝรั่งเศส อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ล้วนแต่กำหนดในกฎหมายชัดแจ้งว่า สตรีต้องมีสิทธิน้อยกว่าบุรุษ เช่นไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้เป็นต้น)
ปรากฏว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ เมื่อผ่านจากรัฐสภาแล้วต้องได้รับการให้สัตยาบันจากมลรัฐจำนวน 3 ใน 4 กล่าวคือ สหรัฐอเมริกาประกอบด้วย 50 มลรัฐ ดังนั้น จึงต้องการมลรัฐ 38 มลรัฐ รับรองบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ภายใน 7 ปี
ปรากฏว่าบทแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะให้สิทธิสตรีเท่าเทียมกับบุรุษ (Equal Right Amendment, EPA) ก็ตกไปเนื่องจากมีกลุ่มสุภาพสตรีจำนวนมากออกมาคัดค้าน เนื่องตามหลักการของประชาธิปไตยข้อสำคัญคือ "เมื่อมีสิทธิ ก็ต้องมีหน้าที่ควบคู่กันไป" กลุ่มสภาพสตรีกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้เกรงว่าผู้หญิงจะถูกเกณฑ์ทหารไปด้วยนั่นเอง
รูปแบบประชาธิปไตยไม่ได้มีอย่างเดียวหรอก
