ทรยศนายใหญ่”
ในที่สุด “ก๊วนเพื่อนเนวิน” ก็หลุดสารภาพข้อกล่าวหานี้แบบคาหนังคาเขา จากการเล่นบทเฮี้ยวแตกหัก ล็อกคอ 72 ส.ส.อีสานในสังกัด ขู่ไม่ยอมโหวตให้ “ส.” สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรี
ด้วยเหตุผลที่เอ่ยอ้างกันเต็มปากเต็มคำ “รับไม่ได้” เพราะความเป็นน้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ภาพ “นอมินี” ชัดเจนเกินไป
และก็เป็นอะไรที่เก็บอาการไม่อยู่ นายนิรมิต สุจารี ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน กลุ่มเพื่อนเนวิน ปฏิเสธทางกลุ่มไม่เคยต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี โดยขอเพิ่มโควตาจากเดิม 4 ตำแหน่ง เป็น 6 ตำแหน่งตามที่ปรากฏเป็นข่าว
แต่ก็ถือเป็นความชอบธรรม ที่ทางกลุ่มจะได้ตำแหน่งมาก เพราะประชาชนให้การสนับสนุนเป็นจำนวนมาก
เผลอน้ำลายไหลให้เห็นจนได้
ก็ไม่ได้ผิดจากที่หลายฝ่ายดักทางกันไว้ อาการเฮี้ยวของ “ก๊วนเพื่อนเนวิน” ขู่หักดิบท่านั้นท่านี้ มันก็แค่ลีลาต่อรองผลประโยชน์
เป้าหมายอยู่ที่ล็อกเก้าอี้ รมว.คมนาคม ปิดกล่องโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ให้เสร็จเรียบร้อยทุกกระบวนการ ยื้อเก้าอี้ รมว.มหาดไทยคุมโผโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาโควตารัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ เก็บเบี้ยโครงการเล็กโครงการใหญ่
จองขุมทรัพย์กระทรวงเกรดเอ
มุกเก่าๆที่เล่นกันจนแก่
ที่แน่ๆมาถึงขั้นนี้ก็เผยธาตุแท้ สะท้อนเบื้องลึกที่ซ่อนอยู่ภายใน เมื่ออำนาจและผลประโยชน์กำลังจะหลุดมือ “พ่อมดเขมร” ก็พลิกอารมณ์จากคนที่พร้อมตายเพื่อ “ทักษิณ” มาเป็นการเหยียบย่ำซ้ำ “นายใหญ่”
ตอกย้ำสัจธรรมการเมืองไม่มีมิตรแท้
โดยเฉพาะยี่ห้อ “เนวิน” ยังรับประกันได้ในเรื่องของความแสบที่เคยสัมผัสกันมาถ้วนหน้าไล่ตั้งแต่นายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา สุดท้ายก็มาถึงคิวของอดีตนายกฯทักษิณ
มนต์เขมรทำพังทุกราย
โดยเฉพาะ “ทักษิณ” ซึ้งกว่าใคร เพราะสิ่งที่ย่อยยับไป คดีติดตัวจนนับไม่ไหว ไม่มีที่ให้ยืนบนผืนแผ่นดินไทย ขุมทรัพย์ 76,000 ล้านมีอันต้องถูกดองไว้
นั่นเพราะเชื่อลูกยุ “สู้ตายครับนาย”
ถึงตอนนี้ตาสว่างซะที
แต่ก็เชื่อว่าศึกแตกหัก “ก๊วนเพื่อนเนวิน” สหบาททาสลายอำนาจ “แก๊งออฟโฟร์” รอบนี้ เบื้องต้นแม้จะจับมือเกี้ยเซียะ ยื้อต่ออายุรัฐบาลต่อไปได้อีกระยะ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
สิ่งที่เครือข่ายสายตรง “นายใหญ่” มองข้ามช็อตก็คือผลระยะยาว
ล้างมนต์เขมร
แยกเลือดออกจากน้ำ
ถือโอกาสกรองคนไปอยู่ค่ายใหม่ พะยี่ห้อพรรคเพื่อไทยที่เครือข่าย “ชินวัตร” แท็กทีมกับขุนศึกสายตรงอย่างนายยงยุทธ ติยะไพรัช “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ “เฮียเพ้ง” นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายวราเทพ รัตนากร “ขุนค้อน” นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์
สู้เพื่อ “นายใหญ่” เพียวๆ ไร้วาระแฝง
โดยเฉพาะอาการใส่เกียร์ห้าเดินเครื่องเต็มสูบของ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวอดีตนายกฯทักษิณ ที่คุมเกมบี้กับ “พ่อมดเขมร” ดันนายสมชายผู้เป็นสามีขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรีสำเร็จ
รับปากล่วงหน้า ต่อไปจะดูแลลูกพรรคอย่างทั่วถึงด้วยตัวเอง
ต่อท่อหัวฉีดตรง ไม่จ่ายผ่านนายหน้าให้อ้างเป็นเงินตัวเองไปเอาบุญคุณกับ ส.ส.
และจะได้พิสูจน์เลือกตั้งรอบต่อไป วัดใจคนภาคอีสาน ลูกกรอกในสังกัด “ก๊วนเพื่อนเนวิน” ที่ไม่ได้พะยี่ห้อ “ทักษิณ” จะยังคะนองหรือถูกจับใส่หม้อถ่วงน้ำ
รอดูกันว่า “นายใหญ่” ขาด “เนวิน” กำลังหดหาย แต่ “เนวิน” ขาด “ทักษิณ”
ชะตากรรมจะเป็นยังไง.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2551
ต้อนรับและขับไล่โลกาภิวัตน์
คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ
โดย ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คำว่า โลกาภิวัตน์ ปัจจุบันใช้กันแพร่หลายจนดูเหมือนรู้ๆ กันหมดแล้ว ไม่มีอะไรใหม่ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงหรือตีความอะไร
แต่ผู้เขียนกลับมีความเห็นว่ามีเรื่องราวที่ควรจะต้อง "วิพากษ์" หรือ "ตีความ" ไม่ใช่เพียงแต่หมายความของปรากฏการณ์ แต่ควรจะก้าวล่วงไปถึงการประเมินคุณค่าว่า โลกาภิวัตน์นั้นมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและคนไทยกลุ่มต่างๆ อย่างไร?
ใครได้ใครเสีย? และจะยิ่งเป็นการดีหากช่วยกันค้นหา "หนทางเดินที่เหมาะสม" สำหรับเศรษฐกิจสังคมไทยเพื่อความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และบทบาทของภาครัฐที่จะต้องช่วยเหลือ/ชดเชยคนที่สูญเสีย/เสียเปรียบจากโลกาภิวัตน์
ข้อสังเกตในเบื้องต้นคือ ฝ่ายที่ยินดีต้อนรับโลกาภิวัตน์ก็มีจำนวนมาก และมีอิทธิพลสูงในระดับนโยบาย และมีส่วนผู้กำหนดชะตากรรมของชาติ
แต่ขณะเดียวกันก็มีฝ่ายไม่ต้อนรับ หรือพูดตรงๆ ว่าต้องการ "ขับไล่โลกาภิวัตน์" ก็มี จนเกิดปรากฏการณ์ขัดแย้งในหลายๆ ประเทศ ถึงขนาดประท้วงใหญ่ในเวทีการประชุมนานาชาติ (รุนแรงถึงขั้นปะทะตีกันหัวร้างข้างแตก)
มีผู้เสนอคำอธิบายความหมายและต้นตอของโลกาภิวัตน์เอาไว้หลายประการ ซึ่งล้วนมีความสัมพันธ์กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
กล่าวคือ การเชื่อมโยงของประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารรวมถึงการค้าขายการลงทุนและเสรีทางการเงินและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม คนทั่วโลกสามารถสื่อสารกันผ่านดาวเทียมผ่านอินเตอร์เน็ต ชมกีฬา (โอลิมปิค) และการแสดงสดๆ พร้อมกัน "ระยะทาง" มิได้เป็นอุปสรรคที่จะซื้อขาย (สินค้า) แลกเปลี่ยนและเรียนรู้วัฒนธรรมดังเช่นในอดีต
นักวิชาการบางท่านถึงใช้คำว่า "มรณกรรมของระยะทาง" (death of distance) หมายถึง ระยะทางไม่เป็นอุปสรรคที่จะติดต่อซื้อขายกัน ในอดีต ตลาดที่เคยเป็นแหล่งชุมชนซื้อขายในหมู่บ้านละแวกเดียวกัน หรือตำบลใกล้เคียง (เดี๋ยวนี้ก็ยังคงอยู่) แต่ปัจจุบันการซื้อขายแลกเปลี่ยน การลงทุน การเรียนรู้ ข้ามประเทศและข้ามทวีปทำได้สะดวกและรวดเร็ว เช่นเดียวกับการเคลื่อนย้ายการผลิตและเงินทุน
โลกาภิวัตน์ยังหมายถึงระบบการผลิตแบบใหม่ที่มีการผลิตซ้ำ (reproduction) ซึ่งหมายถึงต้นทุนลดน้อยลงยิ่งขนาดการผลิตใหญ่ขึ้น นึกถึงการปั๊มแผ่นซีดี โดยนัยนี้ "เจ้าพ่อ" ทางด้านเทคโนโลยี ด้านการพาณิชย์ และลงทุน หรือแม้แต่ด้านวัฒนธรรม สามารถจะขายสินค้า ขายยี่ห้อ ขาย "แบรนด์เนม" ไปได้ทั่วโลก ก็กำไรมหาศาล ถ้าสามารถยึดกุม "ตลาดทั่วโลก" ได้
ในแง่หนึ่งเป็นความสำเร็จและความก้าวหน้าในโลก แต่ความสำเร็จนี้ได้กลายเป็น "ปัญหาสังคม" สำหรับผู้คนจำนวนมากทั่วโลก คือความตีบตันของคนทุนน้อย แรงงานด้อยฝีมือ เกษตรกร ฯลฯ เนื่องจาก "พื้นที่ทำมาหากิน" ของคนเล็กคนน้อยหายไป ร้านค้าโชห่วยถูกเบียดด้วยห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ทุนน้อยถูกทุนขนาดใหญ่แย่งพื้นที่หากิน เทคโนโลยีใหม่และผลิตภัณฑ์ใหม่เบียดเทคโนโลยีเก่าแทบจะตกเวทีไม่มีพื้นที่ทำมาหากิน โลกาภิวัตน์จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในโลกปัจจุบัน
บนความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น...เจ้าของทุนขนาดใหญ่ร่ำรวยขึ้น ธุรกิจหรือแรงงานที่มีฝีมือเกาะติดกับการผลิตไฮเทคได้ มีกำไรหรือเงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่ว่าอีกฟากหนึ่ง ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้เพิ่มขึ้นด้วย บางสาขาการผลิตถูกเบียดจนต้องท้ายที่สุดสูญพันธุ์ แรงงานระดับล่างตกงานหรือต้องยอมจำนนรับสภาพเงินเดือนน้อย ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพสิ่งแวดล้อมถูกถลุงไปเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานและการผลิตในอัตราที่เกินกว่า "ความยั่งยืน" หลายเท่าตัว
การเอาเปรียบกันไม่ได้เกิดเฉพาะในแง่การผลิตหรือเศรษฐกิจเท่านั้น ยังลุกลามไปถึงการกำหนดกติกาและการเมืองที่ไม่เป็นธรรมระหว่างประเทศ เพราะว่าประเทศมหาอำนาจหรือผู้นำเทคโนโลยีมีอิทธิพลในการกำหนด "กติกา" ในเวทีเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ไม่บังคับก็เหมือนบังคับให้ประเทศด้อยพัฒนา "เปิดตลาด" ยอมรับการค้า ยอมรับการลงทุน ยอมรับสิทธิทางปัญญา ฯลฯ
ผลงานเขียนที่น่าอ่านชิ้นหนึ่งชื่อว่า Paradoxes of Globalization เป็นบทความในหนังสือ New Thinking in Macroeconomics ตีพิมพ์โดยสำนัก Edward Elgar ในปี 2003 เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์อาวุโส Paul Streeten กล่าวสรุป (พร้อมด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์) และข้อสังเกตที่แหลมคม
หนึ่ง จากตัวเลขสถิติพบว่า ระบบการผลิตของโลกเพิ่มขึ้น ปริมาณการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ที่สำคัญพบว่าการไหลเข้า-ออกของเงินระหว่างประเทศมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากที่สุด
สอง ผลประโยชน์และต้นทุนของโลกาภิวัตน์ไม่เท่าเทียมกัน
สาม ความเหลื่อมล้ำของรายได้ ความมั่งคั่งระหว่างประเทศและภายในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
สี่ การเชื่อมโยงหรือบูรณาการระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่ว่าในทางตรงกันข้ามภายในชาติเดียวกันกลับมีการแตกสลาย (international integration and national disintegration)
พอล สตรีตเทน ประเมินว่าโลกาภิวัตน์เป็นผลดีกับใคร? และเป็นผลเสียกับใคร? โดยแสดงเป็นตารางเปรียบเทียบที่เขาเรียกว่า "บัญชีสมดุลของโลกาภิวัตน์" (Balance sheet of globalization) ขอนำมาแสดงประกอบโดยไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ
ผลดี (Good for) ผลเสีย (Bad for)
ญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกาเหนือ เอเชียตะวันออก ประเทศกำลังพัฒนา และแถบแอฟริกา
การผลิต การจ้างงาน
คนที่มีทรัพย์สิน คนที่ไม่มีทรัพย์สิน
กำไร ค่าจ้าง
คนที่มีการศึกษาสูง คนที่ด้อยการศึกษา
เจ้าหนี้ ลูกหนี้
คนแข็งแรง คนอ่อนแอ
สินค้าที่ผลิตได้ยาก (sophisticated products) ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแบบพื้นๆ (standard manufacture products)
วัฒนธรรมโลก (global culture) วัฒนธรรมท้องถิ่น (local culture)
ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่สนใจการทำงานของภาครัฐ เกิดคำถามในใจว่า รัฐไทยควรจะวางตัวหรือกำหนดท่าทีอย่างไรในเวทีการค้า-การลงทุน? นโยบายการเงินการคลังควรจะปรับตัวอย่างไรในกระแสโลกาภิวัตน์? คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในความคำนึงของผู้เขียนครั้งแล้วครั้งเล่า
ในแง่หนึ่ง ผู้เขียนมีความเห็นว่าเราต้องค้นคว้าหาความจริง (ด้วยหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์และการวิจัย) เพื่อรู้ว่าใครได้ ใครเสีย สาขาการผลิตที่ได้ประโยชน์ สาขาการผลิตที่เสียประโยชน์ รวมทั้งพื้นที่ทำมาหากินของประชาชนกลุ่มต่างๆ เกษตรกร แรงงานรับจ้างในภาคเกษตร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ แรงงานในโรงงาน ผู้จัดการโรงงาน ทุนไทยที่ร่วมมือหรือลงทุนกับทุนขนาดใหญ่ ฯลฯ โดยใช้ข้อมูลสถิติ คำนวณความเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวของคนกลุ่มต่างๆ สาขาการผลิตต่างๆ ถ้าหากพบข้อมูลไม่พอเพียงก็สมควรจะสำรวจข้อมูลเพิ่มเติม สร้างเวทีสาธารณะที่พูดคุยกันทั้งฝ่ายวิชาการและฝ่ายปฏิบัติ
การค้นคว้าระดับที่สองนั้นเป็นการวิเคราะห์ระดับนโยบายสาธารณะ หมายถึง วิจัยด้านการคลังอันเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษี การใช้จ่ายของภาครัฐ การกำหนดกติกาการค้า การลงทุน การใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม...ซึ่งว่าภาครัฐมีอำนาจที่กำหนดการแบ่งสันปันส่วนกัน (อย่างเป็นธรรม) ควบคุมการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสมกับสภาพสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจเติบโตอย่างมั่นคง
ปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่ง เคยเสนอความคิดเห็นว่า ควรจะมีภาษีแบบใหม่ซึ่งจัดเก็บจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ เรียกว่า ภาษีโทบิน (Tobin tax เป็นการให้เกียรติปรมาจารย์นักเศรษฐศาสตร์ James Tobin ประจำที่มหาวิทยาลัยเยลและได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อราวสามสิบปีมาแล้ว)
เหตุผลคือ การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ถึงแม้ว่ามีผลดีโดยรวม แต่ว่าทำให้เกิด "ผลกระทบภายนอก" คือ ความผันผวนและการขาดเสถียรภาพทางการเงินในประเทศต่างๆ ทั่วโลก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเล็กเช่นประเทศไทย) ท่านแนะว่าเก็บภาษีในอัตราประมาณครึ่งหนึ่งของเปอร์เซ็นต์ (0.5%) เป็นกองทุนเพื่อนำมาใช้ชดเชยความเสียหายหรือการพัฒนา...แต่ข้อเสนอนี้นักธุรกิจคัดค้าน (ซึ่งก็มีเหตุผลเข้าใจได้) ความคิดของท่านไม่ได้รับการสนองตอบในเวทีนักธุรกิจและนักการค้าที่ทรงอิทธิพลของโลก
ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะรื้อฟื้น ทบทวน หรืออภิปรายกันในวงกว้าง ว่าเหมาะสมสำหรับสังคมไทยหรือไม่ ทำนองเดียวกันกับ Tobin Tax ผู้เขียนเสนอความเห็นว่า ควรจะออกแบบระบบการคลังแนวใหม่ โดยจัดเก็บภาษี (อีกนัยหนึ่งกันเอากำไรจากสาขาธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากเวทีการค้า จากข้อตกลงเอฟทีเอหรือทวิภาคี) ในการนี้ต้องมีคนช่วยกันวิจัย คำนวณ หรือประเมินว่าสาขาใดได้รับผลประโยชน์ เช่น ผลิตเพิ่มขึ้น ส่งออกได้เพิ่มขึ้น ทำนองเดียวกัน การสืบค้นว่าสาขาการผลิตใดได้รับผลกระทบทางลบจากข้อตกลงใด โจทย์เช่นนี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของนักวิชาการและนักวิจัยไทยอย่างแน่นอน
การออกแบบให้มีกองทุนเพื่อชดเชยสำหรับกลุ่มคน/สาขาที่สูญเสียจากโลกาภิวัตน์ ควรจะถือเป็นหัวข้อนโยบายสาธารณะที่สำคัญ หลักการคือภาครัฐสามารถจะเปลี่ยนสถานการณ์เดิมแบบมีคนได้-มีคนเสีย (win-lose) ให้กลายเป็น "ได้-ได้" (win-win) เช่น เก็บภาษีจากสาขาการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรมส่งออก เก็บภาษีทรัพย์สินจากเจ้าของทุนใหญ่ ฯลฯ แล้วนำเงินทุนที่ได้นั้นเป็นกองทุนที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน เพื่อชดเชยหรือกันไว้เป็นเหตุฉุกเฉินสำหรับความเดือดร้อนของบางสาขา ที่เรียกในภาษาการคลังว่า earmarked fund ให้มีระบบบริหารจัดการกองทุนโดยตัวแทนของ 3-4 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายธุรกิจที่เสียภาษีหรือส่งเงินบำรุงนั้นๆ ฝ่ายแรงงานและฝ่ายสาขาการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากข้อตกลงทางการค้า และฝ่ายรัฐ กองทุนที่จะสร้างขึ้นใหม่นั้นอาจจะมีหลายๆ กองทุน กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ (แต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ จัดระบบข้อมูลสนเทศแบบรวมศูนย์ แต่ว่าการบริหารกองทุนแบบกระจายอำนาจ centralized information / decentralized actions)
โลกาภิวัตน์เป็นการเปลี่ยนแปลงของโลกที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่นั้นไม่ควรจะหมายความว่าสังคมไทยต้องยอมจำนนโดยปราศจากเงื่อนไข การทำข้อตกลงเช่นเอฟทีเอหรือข้อตกลงทวิภาคีก็ดี รัฐไทยและสังคมไทยมีสิทธิที่จะลงนามหรือไม่ลงนาม
ข้อสำคัญคือ ต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่ ด้วยการวิจัย การวิจารณ์ การประเมินมูลค่าและคุณค่าของโลกาภิวัตน์ต่อเศรษฐกิจไทยให้ถ่องแท้ จนทราบถึง trade-offs ระหว่างสาขาต่างๆ ว่า ใครได้? ใครเสีย? แสดงเป็นตัวเลขเชิงปริมาณได้ หรือคำนวณสถานการณ์สมมุติได้ ไม่ใช่เพียงแค่ "บรรยายความตามไท้..."
จึงขอคิดดังๆ ว่า ถ้ามีกองทุนเกิดใหม่สำหรับทำหน้าที่ชดเชย ระหว่างสาขาที่ได้กับสาขาที่เสียประโยชน์ ก็จะเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คนไทยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เป็นธรรมพอสมควร เฉลี่ยสุขเฉลี่ยทุกข์กันได้ ในโลกแบบใหม่ภายใต้ "โลกาภิวัตน์"
โดย ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คำว่า โลกาภิวัตน์ ปัจจุบันใช้กันแพร่หลายจนดูเหมือนรู้ๆ กันหมดแล้ว ไม่มีอะไรใหม่ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงหรือตีความอะไร
แต่ผู้เขียนกลับมีความเห็นว่ามีเรื่องราวที่ควรจะต้อง "วิพากษ์" หรือ "ตีความ" ไม่ใช่เพียงแต่หมายความของปรากฏการณ์ แต่ควรจะก้าวล่วงไปถึงการประเมินคุณค่าว่า โลกาภิวัตน์นั้นมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและคนไทยกลุ่มต่างๆ อย่างไร?
ใครได้ใครเสีย? และจะยิ่งเป็นการดีหากช่วยกันค้นหา "หนทางเดินที่เหมาะสม" สำหรับเศรษฐกิจสังคมไทยเพื่อความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และบทบาทของภาครัฐที่จะต้องช่วยเหลือ/ชดเชยคนที่สูญเสีย/เสียเปรียบจากโลกาภิวัตน์
ข้อสังเกตในเบื้องต้นคือ ฝ่ายที่ยินดีต้อนรับโลกาภิวัตน์ก็มีจำนวนมาก และมีอิทธิพลสูงในระดับนโยบาย และมีส่วนผู้กำหนดชะตากรรมของชาติ
แต่ขณะเดียวกันก็มีฝ่ายไม่ต้อนรับ หรือพูดตรงๆ ว่าต้องการ "ขับไล่โลกาภิวัตน์" ก็มี จนเกิดปรากฏการณ์ขัดแย้งในหลายๆ ประเทศ ถึงขนาดประท้วงใหญ่ในเวทีการประชุมนานาชาติ (รุนแรงถึงขั้นปะทะตีกันหัวร้างข้างแตก)
มีผู้เสนอคำอธิบายความหมายและต้นตอของโลกาภิวัตน์เอาไว้หลายประการ ซึ่งล้วนมีความสัมพันธ์กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
กล่าวคือ การเชื่อมโยงของประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารรวมถึงการค้าขายการลงทุนและเสรีทางการเงินและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม คนทั่วโลกสามารถสื่อสารกันผ่านดาวเทียมผ่านอินเตอร์เน็ต ชมกีฬา (โอลิมปิค) และการแสดงสดๆ พร้อมกัน "ระยะทาง" มิได้เป็นอุปสรรคที่จะซื้อขาย (สินค้า) แลกเปลี่ยนและเรียนรู้วัฒนธรรมดังเช่นในอดีต
นักวิชาการบางท่านถึงใช้คำว่า "มรณกรรมของระยะทาง" (death of distance) หมายถึง ระยะทางไม่เป็นอุปสรรคที่จะติดต่อซื้อขายกัน ในอดีต ตลาดที่เคยเป็นแหล่งชุมชนซื้อขายในหมู่บ้านละแวกเดียวกัน หรือตำบลใกล้เคียง (เดี๋ยวนี้ก็ยังคงอยู่) แต่ปัจจุบันการซื้อขายแลกเปลี่ยน การลงทุน การเรียนรู้ ข้ามประเทศและข้ามทวีปทำได้สะดวกและรวดเร็ว เช่นเดียวกับการเคลื่อนย้ายการผลิตและเงินทุน
โลกาภิวัตน์ยังหมายถึงระบบการผลิตแบบใหม่ที่มีการผลิตซ้ำ (reproduction) ซึ่งหมายถึงต้นทุนลดน้อยลงยิ่งขนาดการผลิตใหญ่ขึ้น นึกถึงการปั๊มแผ่นซีดี โดยนัยนี้ "เจ้าพ่อ" ทางด้านเทคโนโลยี ด้านการพาณิชย์ และลงทุน หรือแม้แต่ด้านวัฒนธรรม สามารถจะขายสินค้า ขายยี่ห้อ ขาย "แบรนด์เนม" ไปได้ทั่วโลก ก็กำไรมหาศาล ถ้าสามารถยึดกุม "ตลาดทั่วโลก" ได้
ในแง่หนึ่งเป็นความสำเร็จและความก้าวหน้าในโลก แต่ความสำเร็จนี้ได้กลายเป็น "ปัญหาสังคม" สำหรับผู้คนจำนวนมากทั่วโลก คือความตีบตันของคนทุนน้อย แรงงานด้อยฝีมือ เกษตรกร ฯลฯ เนื่องจาก "พื้นที่ทำมาหากิน" ของคนเล็กคนน้อยหายไป ร้านค้าโชห่วยถูกเบียดด้วยห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ทุนน้อยถูกทุนขนาดใหญ่แย่งพื้นที่หากิน เทคโนโลยีใหม่และผลิตภัณฑ์ใหม่เบียดเทคโนโลยีเก่าแทบจะตกเวทีไม่มีพื้นที่ทำมาหากิน โลกาภิวัตน์จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในโลกปัจจุบัน
บนความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น...เจ้าของทุนขนาดใหญ่ร่ำรวยขึ้น ธุรกิจหรือแรงงานที่มีฝีมือเกาะติดกับการผลิตไฮเทคได้ มีกำไรหรือเงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่ว่าอีกฟากหนึ่ง ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้เพิ่มขึ้นด้วย บางสาขาการผลิตถูกเบียดจนต้องท้ายที่สุดสูญพันธุ์ แรงงานระดับล่างตกงานหรือต้องยอมจำนนรับสภาพเงินเดือนน้อย ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพสิ่งแวดล้อมถูกถลุงไปเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานและการผลิตในอัตราที่เกินกว่า "ความยั่งยืน" หลายเท่าตัว
การเอาเปรียบกันไม่ได้เกิดเฉพาะในแง่การผลิตหรือเศรษฐกิจเท่านั้น ยังลุกลามไปถึงการกำหนดกติกาและการเมืองที่ไม่เป็นธรรมระหว่างประเทศ เพราะว่าประเทศมหาอำนาจหรือผู้นำเทคโนโลยีมีอิทธิพลในการกำหนด "กติกา" ในเวทีเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ไม่บังคับก็เหมือนบังคับให้ประเทศด้อยพัฒนา "เปิดตลาด" ยอมรับการค้า ยอมรับการลงทุน ยอมรับสิทธิทางปัญญา ฯลฯ
ผลงานเขียนที่น่าอ่านชิ้นหนึ่งชื่อว่า Paradoxes of Globalization เป็นบทความในหนังสือ New Thinking in Macroeconomics ตีพิมพ์โดยสำนัก Edward Elgar ในปี 2003 เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์อาวุโส Paul Streeten กล่าวสรุป (พร้อมด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์) และข้อสังเกตที่แหลมคม
หนึ่ง จากตัวเลขสถิติพบว่า ระบบการผลิตของโลกเพิ่มขึ้น ปริมาณการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ที่สำคัญพบว่าการไหลเข้า-ออกของเงินระหว่างประเทศมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากที่สุด
สอง ผลประโยชน์และต้นทุนของโลกาภิวัตน์ไม่เท่าเทียมกัน
สาม ความเหลื่อมล้ำของรายได้ ความมั่งคั่งระหว่างประเทศและภายในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
สี่ การเชื่อมโยงหรือบูรณาการระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่ว่าในทางตรงกันข้ามภายในชาติเดียวกันกลับมีการแตกสลาย (international integration and national disintegration)
พอล สตรีตเทน ประเมินว่าโลกาภิวัตน์เป็นผลดีกับใคร? และเป็นผลเสียกับใคร? โดยแสดงเป็นตารางเปรียบเทียบที่เขาเรียกว่า "บัญชีสมดุลของโลกาภิวัตน์" (Balance sheet of globalization) ขอนำมาแสดงประกอบโดยไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ
ผลดี (Good for) ผลเสีย (Bad for)
ญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกาเหนือ เอเชียตะวันออก ประเทศกำลังพัฒนา และแถบแอฟริกา
การผลิต การจ้างงาน
คนที่มีทรัพย์สิน คนที่ไม่มีทรัพย์สิน
กำไร ค่าจ้าง
คนที่มีการศึกษาสูง คนที่ด้อยการศึกษา
เจ้าหนี้ ลูกหนี้
คนแข็งแรง คนอ่อนแอ
สินค้าที่ผลิตได้ยาก (sophisticated products) ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแบบพื้นๆ (standard manufacture products)
วัฒนธรรมโลก (global culture) วัฒนธรรมท้องถิ่น (local culture)
ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่สนใจการทำงานของภาครัฐ เกิดคำถามในใจว่า รัฐไทยควรจะวางตัวหรือกำหนดท่าทีอย่างไรในเวทีการค้า-การลงทุน? นโยบายการเงินการคลังควรจะปรับตัวอย่างไรในกระแสโลกาภิวัตน์? คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในความคำนึงของผู้เขียนครั้งแล้วครั้งเล่า
ในแง่หนึ่ง ผู้เขียนมีความเห็นว่าเราต้องค้นคว้าหาความจริง (ด้วยหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์และการวิจัย) เพื่อรู้ว่าใครได้ ใครเสีย สาขาการผลิตที่ได้ประโยชน์ สาขาการผลิตที่เสียประโยชน์ รวมทั้งพื้นที่ทำมาหากินของประชาชนกลุ่มต่างๆ เกษตรกร แรงงานรับจ้างในภาคเกษตร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ แรงงานในโรงงาน ผู้จัดการโรงงาน ทุนไทยที่ร่วมมือหรือลงทุนกับทุนขนาดใหญ่ ฯลฯ โดยใช้ข้อมูลสถิติ คำนวณความเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวของคนกลุ่มต่างๆ สาขาการผลิตต่างๆ ถ้าหากพบข้อมูลไม่พอเพียงก็สมควรจะสำรวจข้อมูลเพิ่มเติม สร้างเวทีสาธารณะที่พูดคุยกันทั้งฝ่ายวิชาการและฝ่ายปฏิบัติ
การค้นคว้าระดับที่สองนั้นเป็นการวิเคราะห์ระดับนโยบายสาธารณะ หมายถึง วิจัยด้านการคลังอันเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษี การใช้จ่ายของภาครัฐ การกำหนดกติกาการค้า การลงทุน การใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม...ซึ่งว่าภาครัฐมีอำนาจที่กำหนดการแบ่งสันปันส่วนกัน (อย่างเป็นธรรม) ควบคุมการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสมกับสภาพสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจเติบโตอย่างมั่นคง
ปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่ง เคยเสนอความคิดเห็นว่า ควรจะมีภาษีแบบใหม่ซึ่งจัดเก็บจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ เรียกว่า ภาษีโทบิน (Tobin tax เป็นการให้เกียรติปรมาจารย์นักเศรษฐศาสตร์ James Tobin ประจำที่มหาวิทยาลัยเยลและได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อราวสามสิบปีมาแล้ว)
เหตุผลคือ การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ถึงแม้ว่ามีผลดีโดยรวม แต่ว่าทำให้เกิด "ผลกระทบภายนอก" คือ ความผันผวนและการขาดเสถียรภาพทางการเงินในประเทศต่างๆ ทั่วโลก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเล็กเช่นประเทศไทย) ท่านแนะว่าเก็บภาษีในอัตราประมาณครึ่งหนึ่งของเปอร์เซ็นต์ (0.5%) เป็นกองทุนเพื่อนำมาใช้ชดเชยความเสียหายหรือการพัฒนา...แต่ข้อเสนอนี้นักธุรกิจคัดค้าน (ซึ่งก็มีเหตุผลเข้าใจได้) ความคิดของท่านไม่ได้รับการสนองตอบในเวทีนักธุรกิจและนักการค้าที่ทรงอิทธิพลของโลก
ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะรื้อฟื้น ทบทวน หรืออภิปรายกันในวงกว้าง ว่าเหมาะสมสำหรับสังคมไทยหรือไม่ ทำนองเดียวกันกับ Tobin Tax ผู้เขียนเสนอความเห็นว่า ควรจะออกแบบระบบการคลังแนวใหม่ โดยจัดเก็บภาษี (อีกนัยหนึ่งกันเอากำไรจากสาขาธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากเวทีการค้า จากข้อตกลงเอฟทีเอหรือทวิภาคี) ในการนี้ต้องมีคนช่วยกันวิจัย คำนวณ หรือประเมินว่าสาขาใดได้รับผลประโยชน์ เช่น ผลิตเพิ่มขึ้น ส่งออกได้เพิ่มขึ้น ทำนองเดียวกัน การสืบค้นว่าสาขาการผลิตใดได้รับผลกระทบทางลบจากข้อตกลงใด โจทย์เช่นนี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของนักวิชาการและนักวิจัยไทยอย่างแน่นอน
การออกแบบให้มีกองทุนเพื่อชดเชยสำหรับกลุ่มคน/สาขาที่สูญเสียจากโลกาภิวัตน์ ควรจะถือเป็นหัวข้อนโยบายสาธารณะที่สำคัญ หลักการคือภาครัฐสามารถจะเปลี่ยนสถานการณ์เดิมแบบมีคนได้-มีคนเสีย (win-lose) ให้กลายเป็น "ได้-ได้" (win-win) เช่น เก็บภาษีจากสาขาการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรมส่งออก เก็บภาษีทรัพย์สินจากเจ้าของทุนใหญ่ ฯลฯ แล้วนำเงินทุนที่ได้นั้นเป็นกองทุนที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน เพื่อชดเชยหรือกันไว้เป็นเหตุฉุกเฉินสำหรับความเดือดร้อนของบางสาขา ที่เรียกในภาษาการคลังว่า earmarked fund ให้มีระบบบริหารจัดการกองทุนโดยตัวแทนของ 3-4 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายธุรกิจที่เสียภาษีหรือส่งเงินบำรุงนั้นๆ ฝ่ายแรงงานและฝ่ายสาขาการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากข้อตกลงทางการค้า และฝ่ายรัฐ กองทุนที่จะสร้างขึ้นใหม่นั้นอาจจะมีหลายๆ กองทุน กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ (แต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ จัดระบบข้อมูลสนเทศแบบรวมศูนย์ แต่ว่าการบริหารกองทุนแบบกระจายอำนาจ centralized information / decentralized actions)
โลกาภิวัตน์เป็นการเปลี่ยนแปลงของโลกที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่นั้นไม่ควรจะหมายความว่าสังคมไทยต้องยอมจำนนโดยปราศจากเงื่อนไข การทำข้อตกลงเช่นเอฟทีเอหรือข้อตกลงทวิภาคีก็ดี รัฐไทยและสังคมไทยมีสิทธิที่จะลงนามหรือไม่ลงนาม
ข้อสำคัญคือ ต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่ ด้วยการวิจัย การวิจารณ์ การประเมินมูลค่าและคุณค่าของโลกาภิวัตน์ต่อเศรษฐกิจไทยให้ถ่องแท้ จนทราบถึง trade-offs ระหว่างสาขาต่างๆ ว่า ใครได้? ใครเสีย? แสดงเป็นตัวเลขเชิงปริมาณได้ หรือคำนวณสถานการณ์สมมุติได้ ไม่ใช่เพียงแค่ "บรรยายความตามไท้..."
จึงขอคิดดังๆ ว่า ถ้ามีกองทุนเกิดใหม่สำหรับทำหน้าที่ชดเชย ระหว่างสาขาที่ได้กับสาขาที่เสียประโยชน์ ก็จะเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คนไทยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เป็นธรรมพอสมควร เฉลี่ยสุขเฉลี่ยทุกข์กันได้ ในโลกแบบใหม่ภายใต้ "โลกาภิวัตน์"
ประชาธิปไตยแบบไหน?
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
ประชาธิปไตยคือรูปแบบการปกครองแบบที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ อำนาจสูงสุดนี้เรียกว่า "อำนาจอธิปไตย" ดังนั้น การเอาคำใดมาอยู่หน้าคำว่าอธิปไตยก็หมายความว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
อาทิ ราชาธิปไตย ก็คือพระราชาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด คณาธิปไตยคืออำนาจอธิปไตยเป็นของกลุ่มคน 4-5-6-10 คนเป็นต้น
อีทีนี้ประชาธิปไตยคือ การที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้นแต่ในความเป็นจริงประชาชนต้องทำมาหากินตัวเป็นเกลียวอยู่ทั้งวัน จึงไม่ค่อยมีเวลามาทำหน้าที่บริหารปกครองบ้านเมืองหรือหากมีเวลากันจริงๆ ก็ไม่มีที่ทางให้เขามานั่งทำงานกันทุกคนหรอก เหมือนตัวอย่างการทำอาหารหากมีคนอยู่ในครัวมากเกินไปคงปรุงอาหารไม่ได้แน่ ดังนั้น ในปัจจุบันระดับประเทศทุกประเทศจึงมีประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) ทั้งสิ้น
โดยทั่วไปรูปแบบของตัวแทนหรือผู้แทนราษฎรนั้นมี 4 รูปแบบแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศจะเอาที่ใดเป็นบรรทัดฐานย่อมไม่ได้
กล่าวคือ
1.ผู้แทนแบบผู้สำเร็จราชการ (Trustee) คือผู้แทนแบบได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างเต็มที่ถึงขนาดเมื่อประชาชนเลือกตั้งไปทำหน้าที่แล้วก็สามารถทำการทุกอย่างได้ด้วยวิจารณญาณของตัวผู้แทนเองแบบว่าผู้แทนประเภทนี้สามารถคิดเอง ทำเอง เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างเต็มที่
ตัวอย่างในประวัติศาสตร์อเมริกันก็คือ การที่ประชาชนชาวอเมริกันเลือกผู้แทนของตนมาปรับปรุงรัฐธรรมนูญของสมาพันธ์รัฐอเมริกา แต่บรรดาผู้แทนเหล่านี้กลับรวมหัวกันร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ โดยเปลี่ยนรูปของรัฐจากสมาพันธรัฐมาเป็นสหรัฐเลยทีเดียว และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาที่ใช้กันมากว่า 200 ปี แล้ว จัดเป็นรัฐธรรมนูญที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน
สำหรับประเทศไทยของเราในปัจจุบันนี้ มีผู้แทนราษฎรแบบผู้สำเร็จราชการเป็นส่วนใหญ่
กล่าวคือเมื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามาในรัฐสภาด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งการซื้อเสียงแล้วก็สามารถตัดสินใจดำเนินการต่างๆ ได้ตามอำเภอใจของตัวเอง เนื่องจากได้ซื้อเสียงมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนโดยชอบธรรมแล้ว
และคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ถือคติ "เงินไม่มา กาไม่เป็น" ก็เห็นว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่ชอบธรรมแล้ว
2.ผู้แทนแบบบุรุษไปรษณีย์ (Delegate) ผู้แทนแบบนี้คือ ลักษณะของผู้แทนในสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันคือผู้แทนจะคอยฟังคำสั่งของผู้เลือกตั้งอยู่ตลอดเวลา มีการเงี่ยหูฟังโพลอยู่เสมอเพื่อที่จะได้ทราบว่าประชาชนต้องการอะไรเพื่อที่จะได้เอาไปปฏิบัติต่อไป
ในอดีตสมัยการปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส นักการเมืองฝรั่งมักจะวิ่งขึ้นอาคารที่สูงๆ เพื่อดูว่าฝูงชนที่เดินขบวนมุ่งหน้าไปทางไหน เพื่อที่ตนจะได้รีบวิ่งไปเดินนำหน้าขบวนเท่านั้นเอง
สำหรับประเทศไทยของเรานี้ผู้แทนแบบนี้ก็พอหาได้ แต่ส่วนใหญ่มักไม่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาหรอก
พวกผู้แทนประเภทนี้ของไทยส่วนใหญ่จะได้สมัครเข้ารับเลือกตั้งเสียมากกว่า (แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง)
3.ผู้แทนแบบสัญญาประชาคม (Mandate) คือผู้แทนแบบผู้สำเร็จราชการกับผู้แทนแบบบุรุษไปรษณีย์ บวกกันแล้วหารด้วยสองนั่นแหละ กล่าวคือผู้แทนแบบสายกลางนี้คือผู้ที่ขายไอเดีย เช่น จะสร้างรถไฟใต้ดินให้เชื่อมต่อกันทั่วกรุงเทพฯและอาสาที่จะทำให้สำเร็จตามที่ตนเองเสนอต่อประชาชนด้วยความสามารถของตนหากประชาชนเลือกตนเองเข้าไปในรัฐสภา
สำหรับประเทศไทยเรานั้นประชาชนส่วนใหญ่ชอบที่จะมีผู้แทนแบบสัญญาประชาคมนี้
ตอนแรกๆ ของรัฐบาลทักษิณก็ดูคล้ายๆ ว่าเราจะได้รัฐบาลที่เป็นผู้แทนแบบสัญญาประชาคมนี่แล้วเชียวนา แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ใช่กลับกลายเป็นแบบผู้สำเร็จราชการไปเสียฉิบ
แต่เนื่องจากคนไทยเรามีธรรมชาติลืมง่ายและมักปลอบใจตัวเองเมื่อผู้แทนเบี้ยวสัญญาว่าประชาชน ก็ได้รับเงินแลกเปลี่ยนมาแล้ว ดังนั้น ผู้แทนราษฎรก็สามารถทำตามใจตัวเองได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ระหว่างการหาเสียง เนื่องจากถือว่าเสียเงินซื้อเสียงเข้ามาแล้วนี่
และประชาชนชาวไทยก็ทำใจได้ทำนองว่า "ผู้แทนก็ต้องเป็นแบบนี้" นั่นเอง
4.ผู้แทนแบบตัวแทนกลุ่มเฉพาะเจาะจง (Resemblance) คือผู้แทนของกลุ่มผู้หญิงผู้แทนของกลุ่มศาสนา ผู้แทนของกลุ่มอาชีพหนึ่งๆ เช่นผู้แทนของชาวไร่อ้อย หรือผู้แทนของเพศที่สาม เป็นต้น
โดยสากลแล้วผู้แทนแบบนี้มักมีศัตรูที่เข้มแข็งและร้ายกาจที่สุดจากพวกเดียวกัน เช่นผู้แทนของกลุ่มผู้หญิงก็มักจะมีพวกผู้หญิงด้วยกันนี่แหละที่ต่อต้านนโยบายพวกผู้หญิงด้วยกันเอง แบบหัวเด็ดตีนขาดเลย
ยกตัวอย่างกรณีการที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา เพื่อให้สิทธิสตรีเท่าเทียมกับผู้ชายทุกประการ เริ่มเมื่อ พ.ศ.2515 (ในประเทศประชาธิปไตยทางตะวันตกรวมทั้งกรีซโบราณหรือสวิตเซอร์แลนด์ หรือฝรั่งเศส อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ล้วนแต่กำหนดในกฎหมายชัดแจ้งว่า สตรีต้องมีสิทธิน้อยกว่าบุรุษ เช่นไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้เป็นต้น)
ปรากฏว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ เมื่อผ่านจากรัฐสภาแล้วต้องได้รับการให้สัตยาบันจากมลรัฐจำนวน 3 ใน 4 กล่าวคือ สหรัฐอเมริกาประกอบด้วย 50 มลรัฐ ดังนั้น จึงต้องการมลรัฐ 38 มลรัฐ รับรองบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ภายใน 7 ปี
ปรากฏว่าบทแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะให้สิทธิสตรีเท่าเทียมกับบุรุษ (Equal Right Amendment, EPA) ก็ตกไปเนื่องจากมีกลุ่มสุภาพสตรีจำนวนมากออกมาคัดค้าน เนื่องตามหลักการของประชาธิปไตยข้อสำคัญคือ "เมื่อมีสิทธิ ก็ต้องมีหน้าที่ควบคู่กันไป" กลุ่มสภาพสตรีกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้เกรงว่าผู้หญิงจะถูกเกณฑ์ทหารไปด้วยนั่นเอง
รูปแบบประชาธิปไตยไม่ได้มีอย่างเดียวหรอก
ประชาธิปไตยคือรูปแบบการปกครองแบบที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ อำนาจสูงสุดนี้เรียกว่า "อำนาจอธิปไตย" ดังนั้น การเอาคำใดมาอยู่หน้าคำว่าอธิปไตยก็หมายความว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
อาทิ ราชาธิปไตย ก็คือพระราชาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด คณาธิปไตยคืออำนาจอธิปไตยเป็นของกลุ่มคน 4-5-6-10 คนเป็นต้น
อีทีนี้ประชาธิปไตยคือ การที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้นแต่ในความเป็นจริงประชาชนต้องทำมาหากินตัวเป็นเกลียวอยู่ทั้งวัน จึงไม่ค่อยมีเวลามาทำหน้าที่บริหารปกครองบ้านเมืองหรือหากมีเวลากันจริงๆ ก็ไม่มีที่ทางให้เขามานั่งทำงานกันทุกคนหรอก เหมือนตัวอย่างการทำอาหารหากมีคนอยู่ในครัวมากเกินไปคงปรุงอาหารไม่ได้แน่ ดังนั้น ในปัจจุบันระดับประเทศทุกประเทศจึงมีประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) ทั้งสิ้น
โดยทั่วไปรูปแบบของตัวแทนหรือผู้แทนราษฎรนั้นมี 4 รูปแบบแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศจะเอาที่ใดเป็นบรรทัดฐานย่อมไม่ได้
กล่าวคือ
1.ผู้แทนแบบผู้สำเร็จราชการ (Trustee) คือผู้แทนแบบได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างเต็มที่ถึงขนาดเมื่อประชาชนเลือกตั้งไปทำหน้าที่แล้วก็สามารถทำการทุกอย่างได้ด้วยวิจารณญาณของตัวผู้แทนเองแบบว่าผู้แทนประเภทนี้สามารถคิดเอง ทำเอง เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างเต็มที่
ตัวอย่างในประวัติศาสตร์อเมริกันก็คือ การที่ประชาชนชาวอเมริกันเลือกผู้แทนของตนมาปรับปรุงรัฐธรรมนูญของสมาพันธ์รัฐอเมริกา แต่บรรดาผู้แทนเหล่านี้กลับรวมหัวกันร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ โดยเปลี่ยนรูปของรัฐจากสมาพันธรัฐมาเป็นสหรัฐเลยทีเดียว และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาที่ใช้กันมากว่า 200 ปี แล้ว จัดเป็นรัฐธรรมนูญที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน
สำหรับประเทศไทยของเราในปัจจุบันนี้ มีผู้แทนราษฎรแบบผู้สำเร็จราชการเป็นส่วนใหญ่
กล่าวคือเมื่อได้รับเลือกตั้งเข้ามาในรัฐสภาด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งการซื้อเสียงแล้วก็สามารถตัดสินใจดำเนินการต่างๆ ได้ตามอำเภอใจของตัวเอง เนื่องจากได้ซื้อเสียงมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนโดยชอบธรรมแล้ว
และคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ถือคติ "เงินไม่มา กาไม่เป็น" ก็เห็นว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่ชอบธรรมแล้ว
2.ผู้แทนแบบบุรุษไปรษณีย์ (Delegate) ผู้แทนแบบนี้คือ ลักษณะของผู้แทนในสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันคือผู้แทนจะคอยฟังคำสั่งของผู้เลือกตั้งอยู่ตลอดเวลา มีการเงี่ยหูฟังโพลอยู่เสมอเพื่อที่จะได้ทราบว่าประชาชนต้องการอะไรเพื่อที่จะได้เอาไปปฏิบัติต่อไป
ในอดีตสมัยการปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส นักการเมืองฝรั่งมักจะวิ่งขึ้นอาคารที่สูงๆ เพื่อดูว่าฝูงชนที่เดินขบวนมุ่งหน้าไปทางไหน เพื่อที่ตนจะได้รีบวิ่งไปเดินนำหน้าขบวนเท่านั้นเอง
สำหรับประเทศไทยของเรานี้ผู้แทนแบบนี้ก็พอหาได้ แต่ส่วนใหญ่มักไม่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาหรอก
พวกผู้แทนประเภทนี้ของไทยส่วนใหญ่จะได้สมัครเข้ารับเลือกตั้งเสียมากกว่า (แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง)
3.ผู้แทนแบบสัญญาประชาคม (Mandate) คือผู้แทนแบบผู้สำเร็จราชการกับผู้แทนแบบบุรุษไปรษณีย์ บวกกันแล้วหารด้วยสองนั่นแหละ กล่าวคือผู้แทนแบบสายกลางนี้คือผู้ที่ขายไอเดีย เช่น จะสร้างรถไฟใต้ดินให้เชื่อมต่อกันทั่วกรุงเทพฯและอาสาที่จะทำให้สำเร็จตามที่ตนเองเสนอต่อประชาชนด้วยความสามารถของตนหากประชาชนเลือกตนเองเข้าไปในรัฐสภา
สำหรับประเทศไทยเรานั้นประชาชนส่วนใหญ่ชอบที่จะมีผู้แทนแบบสัญญาประชาคมนี้
ตอนแรกๆ ของรัฐบาลทักษิณก็ดูคล้ายๆ ว่าเราจะได้รัฐบาลที่เป็นผู้แทนแบบสัญญาประชาคมนี่แล้วเชียวนา แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ใช่กลับกลายเป็นแบบผู้สำเร็จราชการไปเสียฉิบ
แต่เนื่องจากคนไทยเรามีธรรมชาติลืมง่ายและมักปลอบใจตัวเองเมื่อผู้แทนเบี้ยวสัญญาว่าประชาชน ก็ได้รับเงินแลกเปลี่ยนมาแล้ว ดังนั้น ผู้แทนราษฎรก็สามารถทำตามใจตัวเองได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ระหว่างการหาเสียง เนื่องจากถือว่าเสียเงินซื้อเสียงเข้ามาแล้วนี่
และประชาชนชาวไทยก็ทำใจได้ทำนองว่า "ผู้แทนก็ต้องเป็นแบบนี้" นั่นเอง
4.ผู้แทนแบบตัวแทนกลุ่มเฉพาะเจาะจง (Resemblance) คือผู้แทนของกลุ่มผู้หญิงผู้แทนของกลุ่มศาสนา ผู้แทนของกลุ่มอาชีพหนึ่งๆ เช่นผู้แทนของชาวไร่อ้อย หรือผู้แทนของเพศที่สาม เป็นต้น
โดยสากลแล้วผู้แทนแบบนี้มักมีศัตรูที่เข้มแข็งและร้ายกาจที่สุดจากพวกเดียวกัน เช่นผู้แทนของกลุ่มผู้หญิงก็มักจะมีพวกผู้หญิงด้วยกันนี่แหละที่ต่อต้านนโยบายพวกผู้หญิงด้วยกันเอง แบบหัวเด็ดตีนขาดเลย
ยกตัวอย่างกรณีการที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา เพื่อให้สิทธิสตรีเท่าเทียมกับผู้ชายทุกประการ เริ่มเมื่อ พ.ศ.2515 (ในประเทศประชาธิปไตยทางตะวันตกรวมทั้งกรีซโบราณหรือสวิตเซอร์แลนด์ หรือฝรั่งเศส อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ล้วนแต่กำหนดในกฎหมายชัดแจ้งว่า สตรีต้องมีสิทธิน้อยกว่าบุรุษ เช่นไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้เป็นต้น)
ปรากฏว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ เมื่อผ่านจากรัฐสภาแล้วต้องได้รับการให้สัตยาบันจากมลรัฐจำนวน 3 ใน 4 กล่าวคือ สหรัฐอเมริกาประกอบด้วย 50 มลรัฐ ดังนั้น จึงต้องการมลรัฐ 38 มลรัฐ รับรองบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ภายใน 7 ปี
ปรากฏว่าบทแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะให้สิทธิสตรีเท่าเทียมกับบุรุษ (Equal Right Amendment, EPA) ก็ตกไปเนื่องจากมีกลุ่มสุภาพสตรีจำนวนมากออกมาคัดค้าน เนื่องตามหลักการของประชาธิปไตยข้อสำคัญคือ "เมื่อมีสิทธิ ก็ต้องมีหน้าที่ควบคู่กันไป" กลุ่มสภาพสตรีกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้เกรงว่าผู้หญิงจะถูกเกณฑ์ทหารไปด้วยนั่นเอง
รูปแบบประชาธิปไตยไม่ได้มีอย่างเดียวหรอก
นักวิจัยศึกษาสมองนักการเมือง สนใจปรากฏการณ์"ตอแหล"
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 กันยายน ว่า จากการติดตามและศึกษาปรากฏการณ์ทางสมองที่มีผลต่อการแสดงออกในพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งล่าสุดมีการทดลองที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเผยแพร่ในวารสาร Science ฉบับเดือนสิงหาคม 2551 ระบุถึงการเกิดปรากฏการณ์ "ตอแหล" (confabulation) ซึ่งเป็นกระบวนการเกิดจากความผิดปกติ ทางด้านความจำ ทั้งที่เกิดขึ้น โดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจจนเกิดความเคยชินจนเป็นนิสัย ประเด็นนี้ทำให้สนใจศึกษากระบวนการคิดและการทำงานในสมองของนักการเมืองไทย พบว่า มีรูปแบบกระบวนการคิดคล้ายๆ กันมาตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือ มีกระบวนการที่แยบยล แสดงให้เห็นถึงมันสมองอัจฉริยะ วางแผนเป็นเลิศ เช่น กระบวนการล้างสมองประชาชนให้มีความอยากได้อยากมี พึงพอใจที่จะได้ โดยไม่ต้องลงแรงมากและเกิดความผูกพันเป็นบุญเป็นคุณ การใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายตีความเข้าข้างตนเอง กระบวนการนี้ทำโดยผ่านระบบสมอง Limbic แต่เมื่อปรุงแต่งโยงความอยากเข้ากับความพึงพอใจในสมองขั้นสูงขึ้นไปอีกและปรับปรุงให้ไม่สำนึกจำแนกความผิดชอบชั่วดี ทำให้นำมาซึ่งการโกงโดยไม่จำกัดวิธี
"เป็นที่น่าสังเกตว่า ความปรวนแปรของสมองที่พัฒนาในรูปแบบใหม่ แม้จะไม่ถูกต้องและไม่มีจริยธรรม แต่ปรากฏการณ์นี้มีการปฏิบัติซ้ำซาก จำเจ จากรุ่นสู่รุ่นจนเป็นเรื่องธรรมดา ในกลุ่มสังคมเดียวกันและทำให้เกิดข้อกำหนดใหม่จนกลายเป็นสิ่งถูกต้อง เกิดค่านิยมใหม่ วัฒนธรรมใหม่ในสังคมของความอยากได้ อยากมีไม่รู้จบ" ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดต้องศึกษาสมองนักการเมืองกับปรากกฏการณ์สมองตอแหล แทนที่จะศึกษาในกลุ่มอื่น เช่น นักโทษคดีอุกฉกรรจ์ หรือโจรผู้ร้าย ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวว่า ในกลุ่มนักโทษอุกฉกรรจ์ หรือโจรผู้ร้ายนั้น หากเปรียบเทียบรอยหยักทางสมองหรือความฉลาดอัจฉริยะแล้วมีน้อยกว่านักการเมืองมาก กลุ่มนี้จึงน่าสนใจเป็นพิเศษในการทำงานด้านวิชาการ เช่น การศึกษาในเรื่องการทำงานสนองตอบของสมองส่วนหน้าทางด้านใน (medial forebrain และ orbitofrontal cortex) และส่วนใจกลางสมองอีกตำแหน่ง พบว่าเมื่อได้รับเงินทอง หรือสิ่งตอบแทน สมองส่วนนี้จะทำงานเต็มที่ โดยที่จะส่งผลให้มีการกำกับว่า จะลงมือทำงานอย่างเต็มใจทุ่มเทเต็มกำลังก็ต่อเมื่อได้กำไรมากๆ เท่านั้น ขณะเดียวกันหากทำฟรี ปฏิกิริยาสมองส่วนนี้จะน้อยมาก
"เป็นที่น่าสังเกตว่า ความปรวนแปรของสมองที่พัฒนาในรูปแบบใหม่ แม้จะไม่ถูกต้องและไม่มีจริยธรรม แต่ปรากฏการณ์นี้มีการปฏิบัติซ้ำซาก จำเจ จากรุ่นสู่รุ่นจนเป็นเรื่องธรรมดา ในกลุ่มสังคมเดียวกันและทำให้เกิดข้อกำหนดใหม่จนกลายเป็นสิ่งถูกต้อง เกิดค่านิยมใหม่ วัฒนธรรมใหม่ในสังคมของความอยากได้ อยากมีไม่รู้จบ" ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดต้องศึกษาสมองนักการเมืองกับปรากกฏการณ์สมองตอแหล แทนที่จะศึกษาในกลุ่มอื่น เช่น นักโทษคดีอุกฉกรรจ์ หรือโจรผู้ร้าย ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวว่า ในกลุ่มนักโทษอุกฉกรรจ์ หรือโจรผู้ร้ายนั้น หากเปรียบเทียบรอยหยักทางสมองหรือความฉลาดอัจฉริยะแล้วมีน้อยกว่านักการเมืองมาก กลุ่มนี้จึงน่าสนใจเป็นพิเศษในการทำงานด้านวิชาการ เช่น การศึกษาในเรื่องการทำงานสนองตอบของสมองส่วนหน้าทางด้านใน (medial forebrain และ orbitofrontal cortex) และส่วนใจกลางสมองอีกตำแหน่ง พบว่าเมื่อได้รับเงินทอง หรือสิ่งตอบแทน สมองส่วนนี้จะทำงานเต็มที่ โดยที่จะส่งผลให้มีการกำกับว่า จะลงมือทำงานอย่างเต็มใจทุ่มเทเต็มกำลังก็ต่อเมื่อได้กำไรมากๆ เท่านั้น ขณะเดียวกันหากทำฟรี ปฏิกิริยาสมองส่วนนี้จะน้อยมาก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
